ยินดีต้อนรับเพื่อนๆ ทุกคนค่ะ! สำหรับใครที่มีแผนจะเดินทางไปศึกษาต่อ ทำงาน หรือย้ายไปใช้ชีวิตระยะยาวที่ประเทศญี่ปุ่น สิ่งแรกๆ ที่จำเป็นต้องทำและหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยก็คือ "การหาห้องพักหรือการเช่าอพาร์ทเม้นท์ในญี่ปุ่น" (เช่าอพาร์ทเม้นท์ญี่ปุ่น หรือหาห้องพักในญี่ปุ่น) นั่นเองค่ะ แต่รู้ไหมคะว่าระบบการเช่าบ้านของประเทศญี่ปุ่นนั้นมีโครงสร้าง ค่าธรรมเนียม และคำศัพท์เฉพาะตัวที่แตกต่างจากประเทศไทยอย่างสิ้นเชิงเลยล่ะค่ะ จนบางครั้งคนต่างชาติอย่างพวกเราถึงกับต้องมึนงงกับเงื่อนไขสัญญาการเช่าที่ซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายยุบยิบเต็มไปหมด
ในคู่มือฉบับนี้ มิมิจะมาพาทุกคนไปเรียนรู้ทุกขั้นตอนของการเช่าอพาร์ทเม้นท์ในประเทศญี่ปุ่น เจาะลึกความหมายของระบบค่าใช้จ่ายแบบญี่ปุ่นที่หลายคนไม่เข้าใจ พร้อมบทสนทนาสถานการณ์จริงที่เราจะได้เจอที่ร้านเอเย่นต์อสังหาริมทรัพย์ รวมถึงตารางคำศัพท์และข้อควรระวังทางวัฒนธรรมที่คุณต้องจำให้ขึ้นใจค่ะ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ชีวิตใหม่ในประเทศญี่ปุ่นราบรื่นและเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มค่ะ!
1. เจาะลึกค่าใช้จ่ายสุดแปลกของระบบสัญญาเช่าบ้านญี่ปุ่น
เมื่อเราก้าวเท้าเข้าไปหาห้องพัก เอเย่นต์อสังหาริมทรัพย์ของญี่ปุ่น (เรียกว่า 不動産屋 - Fudousanya) จะยื่นเอกสารเสนอราคา (เรียกว่า 見積書 - Mitsumorisho) มาให้เราดู ในนั้นจะมีคำศัพท์เฉพาะตัวเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่เราต้องทำความเข้าใจให้ดี ดังนี้ค่ะ:
1.1 敷金 (Shikikin - เงินประกันความเสียหาย)
ชิกิคิน (Shikikin) คือเงินประกันที่เราต้องจ่ายให้เจ้าของบ้านล่วงหน้าเมื่อเริ่มทำสัญญา มักจะคิดเป็นจำนวนเท่ากับค่าเช่า 1 หรือ 2 เดือน เงินจำนวนนี้มีไว้สำหรับประกันความเสียหายของห้องระหว่างที่เราอยู่อาศัย หรือกรณีที่เราค้างชำระค่าเช่าค่ะ เมื่อเราหมดสัญญาและย้ายออก (เรียกว่า 退去 - Taikyo) เงินประกันนี้จะถูกหักออกด้วยค่าทำความสะอาดห้องหรือค่าซ่อมแซมความเสียหายในจุดที่เราเป็นคนทำพัง จากนั้นเงินที่เหลือจะได้รับคืนค่ะ ดังนั้น การดูแลห้องให้สะอาดเรียบร้อยจึงเป็นสิ่งสำคัญมากหากอยากได้เงินชิกิคินคืนมาเยอะๆ นะคะ
1.2 礼金 (Reikin - เงินให้เปล่าเพื่อแสดงความขอบคุณ)
นี่คือหนึ่งในธรรมเนียมที่สร้างความประหลาดใจให้กับคนไทยและชาวต่างชาติมากที่สุดค่ะ! เรคิน (Reikin) คือเงินให้เปล่าที่เราต้องจ่ายให้เจ้าของบ้านเพื่อแสดงความขอบคุณที่ต้อนรับและอนุญาตให้เราเข้าอยู่อาศัย เงินก้อนนี้จะ "ไม่ได้คืน" ในตอนย้ายออกค่ะ โดยปกติจะคิดเป็น 1 หรือ 2 เท่าของค่าเช่ารายเดือน แม้ว่าในปัจจุบันจะมีอพาร์ทเม้นท์ยุคใหม่บางแห่งที่เป็นแบบ "Reikin Zero" (ไม่มีเรคิน) เพื่อดึงดูดใจผู้เช่า แต่ห้องพักส่วนใหญ่ในย่านทำเลดียังคงเก็บเงินค่าธรรมเนียมนี้อยู่ค่ะ
1.3 共益費・管理費 (Kyouekihi / Kanrihi - ค่าส่วนกลาง)
เคียวเอกิฮิ (Kyouekihi) หรือ คันริฮิ (Kanrihi) คือค่าบำรุงรักษาส่วนกลางของตึก เช่น ค่าไฟทางเดินส่วนกลาง ค่าทำความสะอาดล็อบบี้ ค่าดูแลลิฟต์ หรือค่าดูแลจัดการที่ทิ้งขยะของตึกค่ะ โดยทั่วไปจะถูกเรียกเก็บรวมไปกับค่าเช่าห้องในแต่ละเดือน โดยอาจมีราคาอยู่ที่ประมาณ 3,000 ถึง 10,000 เยน แล้วแต่ระดับความหรูหราของตึกนั้นๆ ค่ะ
1.4 仲介手数料 (Chuukai Tesuuryou - ค่าธรรมเนียมเอเย่นต์)
ชูไค เทซูเรียว (Chuukai Tesuuryou) คือค่าคอมมิชชั่นหรือค่าธรรมเนียมที่เราต้องจ่ายให้กับเอเย่นต์อสังหาริมทรัพย์ (Fudousanya) ที่ช่วยพาเราไปดูห้อง ดำเนินการด้านเอกสาร และติดต่อกับเจ้าของบ้านให้เราค่ะ ตามกฎหมายญี่ปุ่น ค่าธรรมเนียมนี้จะถูกจำกัดไว้ไม่เกิน 1 เดือนของค่าเช่าบ้านรวมภาษีมูลค่าเพิ่มค่ะ
1.5 保証会社 / 保証人 (Hoshou Gaisha / Hoshounin - บริษัทค้ำประกัน / ผู้ค้ำประกัน)
ที่ญี่ปุ่น การที่ชาวต่างชาติจะเช่าบ้านนั้นไม่ใช่แค่มีเงินก็เช่าได้เลยนะคะ แต่เราจำเป็นต้องมีผู้ค้ำประกันที่มีสัญชาติญี่ปุ่นและมีรายได้มั่นคง ทว่าเนื่องจากคนต่างชาติมักจะหาคนญี่ปุ่นมาค้ำประกันให้ได้ยาก ระบบปัจจุบันจึงนิยมบังคับให้ผู้เช่าสมัครใช้บริการ "บริษัทค้ำประกัน" (保証会社 - Hoshou Gaisha) แทนค่ะ โดยเราต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแรกเข้าให้กับบริษัทประกันเหล่านี้ (ปกติอยู่ที่ 30% - 100% ของค่าเช่า 1 เดือน) เพื่อให้พวกเขาค้ำประกันเรื่องการชำระเงินค่าเช่าให้แก่เจ้าของบ้านค่ะ
💡 รู้ไว้ใช่ว่ากับมิมิ:
หากเรารวมยอดค่าใช้จ่ายวันทำสัญญาทั้งหมด (ชิกิคิน + เรคิน + ค่าเช่าเดือนแรก + ค่าธรรมเนียมเอเย่นต์ + ประกันภัยอัคคีภัย + ค่าบริการบริษัทค้ำประกัน) ยอดเงินรวมตอนแรกเข้าพักที่ญี่ปุ่นมักจะสูงถึงประมาณ 4 ถึง 5 เท่าของค่าเช่ารายเดือน เลยล่ะค่ะ! ดังนั้น หากค่าเช่าห้องของเพื่อนๆ อยู่ที่ 60,000 เยนต่อเดือน เพื่อนๆ ต้องเตรียมเงินสดสำรองไว้ประมาณ 240,000 - 300,000 เยน เพื่อใช้สำหรับจ่ายค่าแรกเข้านะคะ
2. บทสนทนาในสถานการณ์จริงที่ต้องพบเมื่อเช่าบ้าน
ต่อไป เราลองมาดูบทสนทนาภาษาญี่ปุ่นจริงที่เราจะได้พูดคุยกับพนักงานเอเย่นต์อสังหาริมทรัพย์ในแต่ละขั้นตอนกันค่ะ โดยมิมิแบ่งออกเป็น 3 สถานการณ์เพื่อให้เข้าใจและฝึกพูดตามได้ง่ายนะคะ
สถานการณ์ที่ 1: การเข้าไปแจ้งความต้องการหาห้องพักกับเอเย่นต์ (不動産屋での相談)
เมื่อเราเดินเข้าไปในร้าน หรือโทรนัดหมายล่วงหน้า พนักงานจะถามถึงเงื่อนไขของห้องที่เราอยากได้ค่ะ ลองใช้บทสนทนาดังต่อไปนี้นะคะ:
👥 การคุยเงื่อนไขเบื้องต้น:
พนักงาน (Agent): いらっしゃいませ。どのようなお部屋をお探しですか?
(Irasshaimase. Dono you na oheya o osashi desu ka?)
ความหมาย: ยินดีต้อนรับครับ กำลังมองหาห้องพักแบบไหนอยู่หรือครับ?
คุณ (Customer): 日本でのアパートを探しているのですが、外国人も入居できますか?
(Nihon de no apaato o sagashite iru no desu ga, gaikokujin mo nyuukyo dekimasu ka?)
ความหมาย: คือกำลังมองหาอพาร์ทเม้นท์ในญี่ปุ่นอยู่ค่ะ คนต่างชาติสามารถเข้าพักได้ด้วยไหมคะ?
พนักงาน (Agent): はい、外国籍の方でも入居可能なお部屋はたくさんございますよ。ご予算や希望のエリアはありますか?
(Hai, gaikokuseki no kata demo nyuukyo kanou na oheya wa takusan gozaimasu yo. Goyosan ya kibou no eria wa arimasu ka?)
ความหมาย: ได้แน่นอนครับ มีห้องที่ต้อนรับชาวต่างชาติอยู่เยอะเลยครับ มีงบประมาณหรือพื้นที่ที่อยากอยู่เป็นพิเศษไหมครับ?
คุณ (Customer): 家賃は管理費込みで月6万円以下がいいです。駅から徒歩10分以内の1Kの部屋を希望します。
(Yachin wa kanrihi komi de tsuki roku-man en ika ga ii desu. Eki kara toho juppun inan no wan-kee no oheya o kibou shimasu.)
ความหมาย: อยากได้ค่าเช่าไม่เกิน 60,000 เยนต่อเดือนรวมค่าส่วนกลางค่ะ และอยากได้ห้องขนาด 1K ที่เดินจากสถานีไม่เกิน 10 นาทีค่ะ
📌 เกร็ดความรู้เรื่องโครงสร้างห้องพักของญี่ปุ่น (Layout Words):
・1R (One Room): ห้องพักที่มีห้องครัวและพื้นที่นอนรวมอยู่ในห้องเดียวกัน ไม่มีประตูกั้นระหว่างห้องครัวกับเตียงนอน
・1K (One Kitchen): ห้องพักที่กั้นแยกโซนห้องครัวกับโซนห้องนอนอย่างชัดเจนด้วยประตูกั้น มีความเป็นส่วนตัวมากกว่า 1R ค่ะ
・1DK (One Dining Kitchen): มีห้องครัวที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่พอที่จะวางโต๊ะกินข้าวขนาดเล็กได้
・1LDK (One Living Dining Kitchen): ห้องพักขนาดใหญ่ที่มีห้องนั่งเล่น โต๊ะทานอาหาร และห้องครัวครบชุด แยกต่างหากจากห้องนอน
สถานการณ์ที่ 2: การขอเข้าชมห้องจริงและการตรวจสอบภายในห้อง (内見 - Naiken)
ก่อนตัดสินใจทำสัญญา เราห้ามตกลงสัญญาโดยเด็ดขาดหากยังไม่ได้เข้าไปดูห้องจริงค่ะ กระบวนการพาไปตรวจสภาพห้องนี้ในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า 内見 (Naiken) ค่ะ
🔎 การตรวจสอบห้องจริง:
คุณ (Customer): この部屋の内見をすることはできますか?
(Kono heya no naiken o suru koto wa dekimasu ka?)
ความหมาย: ฉันสามารถขอดูลักษณะห้องจริงห้องนี้ได้ไหมคะ?
พนักงาน (Agent): はい、すぐにご案内できますよ。一緒に行きましょう。
(Hai, sugu ni goannai dekimasu yo. Issho ni ikimashou.)
ความหมาย: ได้เลยครับ เดี๋ยวผมพาไปนำทางตอนนี้เลย ไปด้วยกันนะครับ
คุณ (Customer) [เมื่อถึงห้อง]: 日当たりや防音はどうですか?日当たりが良い部屋がいいです。
(Hiatari ya bouon wa dou desu ka? Hiatari ga yoi heya ga ii desu.)
ความหมาย: แสงแดดส่องถึงห้องดีไหมคะ และการกันเสียงดีหรือเปล่า? ฉันอยากได้ห้องที่แสงสว่างส่องถึงได้ดีค่ะ
พนักงาน (Agent): この部屋は南向きですので、日当たりはとても良いですよ。壁も比較的厚い設計になっています。
(Kono heya wa minamimuki desu node, hiatari wa totemo yoi desu yo. Kabe mo hikakuteki atsui sekkei ni natte imasu.)
ความหมาย: ห้องนี้หันหน้าไปทางทิศใต้ครับ ดังนั้นแสงแดดจะส่องถึงดีมากเลยครับ และกำแพงก็ออกแบบมาค่อนข้างหนาทีเดียวครับ
💡 ทริกสำหรับคนไทย: ทิศของห้องในญี่ปุ่นมีผลต่อค่าเช่ามากค่ะ ห้องที่หันหน้าไปทาง 南向き (Minamimuki - ทิศใต้) จะมีราคาสูงที่สุดเพราะรับแสงแดดได้ดีตลอดวันและช่วยให้ห้องอุ่นในฤดูหนาว ส่วนห้องที่หันไปทาง 北向き (Kitamuki - ทิศเหนือ) จะราคาถูกกว่าเพราะแทบไม่ได้รับแสงแดด ซึ่งทำให้ห้องชื้นและเกิดเชื้อราได้ง่ายค่ะ
สถานการณ์ที่ 3: ขั้นตอนสัญญาการเช่าและการเตรียมเอกสาร (契約の手続き)
หากเราพอใจและต้องการทำสัญญาสัญญาเช่าห้อง พนักงานจะทำการอธิบายข้อมูลเกี่ยวกับกฎระเบียบของห้องพักและให้เราเตรียมเอกสารค่ะ:
📝 การทำเอกสารสัญญา:
คุณ (Customer): 契約に必要な書類は何ですか?
(Keiyaku ni hitsuyou na shorui wa nan desu ka?)
ความหมาย: การเซ็นสัญญาต้องใช้เอกสารอะไรบ้างคะ?
พนักงาน (Agent): 在留カード、パスポート、住民票、それから学生証か内定通知書が必要です。
(Zairyuu kaado, pasupooto, juuminhyou, sorekara gakuseishou ka naitei tsuuchisho ga hitsuyou desu.)
ความหมาย: ต้องใช้บัตรไซริวการ์ด (บัตรประจำตัวผู้พำนัก), พาสปอร์ต, ทะเบียนบ้านญี่ปุ่น (จูมินเฮียว) และบัตรนักศึกษาหรือใบแจ้งผลตอบรับการเข้าทำงานครับ
คุณ (Customer): 保証人や保証会社への加入は必須ですか?
(Hoshounin ya hoshougaisha e no kanyuu wa hissu desu ka?)
ความหมาย: จำเป็นต้องมีผู้ค้ำประกันหรือต้องเข้าร่วมบริษัทค้ำประกันไหมคะ?
พนักงาน (Agent): はい、保証会社の加入が必要になります。審査には通常3日から1週間ほどかかります。
(Hai, hoshougaisha no kanyuu ga hitsuyou ni narimasu. Shinsa ni wa tsuujou mikka kara isshuukan hodo kakarimasu.)
ความหมาย: ใช่ครับ ต้องสมัครใช้บริการบริษัทค้ำประกันด้วยครับ ขั้นตอนการตรวจเอกสารประเมินผลจะใช้เวลาประมาณ 3 วันถึง 1 สัปดาห์ครับ
3. ตารางรวบรวมคำศัพท์และสำนวนจำเป็นเกี่ยวกับการเช่าห้องพัก
ก่อนที่เราจะไปดูตารางคำศัพท์ มิมิอยากจะแนะนำเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ค่ะ ในการทำสัญญาเช่าบ้านนั้น นอกจากการจำคำศัพท์แล้ว การเข้าใจหลักไวยากรณ์ที่ใช้เปรียบเทียบในประโยคก็สำคัญเช่นกัน เพื่อนๆ สามารถศึกษาหลักไวยากรณ์ง่ายๆ ได้จากบทความ เปรียบเทียบไวยากรณ์ญี่ปุ่นและไทย และหากต้องการศึกษาเรื่องคำช่วยสำคัญเพื่อช่วยในการอ่านเอกสารสัญญาสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ คู่มือสรุปคำช่วยภาษาญี่ปุ่นสำหรับคนไทย ค่ะ
ทีนี้เราลองมาคุ้นเคยกับคำศัพท์ที่มักปรากฏในใบเสนอราคาและหนังสือสัญญาเช่าห้องพักกันเลยค่ะ มิมิได้รวบรวมคำศัพท์ภาษาญี่ปุ่นที่สำคัญมาให้พร้อมคำอ่านสะกดและคำแปลด้านล่างนี้แล้วนะคะ!
| คำศัพท์ภาษาญี่ปุ่น | คำอ่านสะกด (โรมาจิ) | ความหมายภาษาไทย |
|---|---|---|
| 家賃 (Yachin) | ยา-ชิน | ค่าเช่าบ้านรายเดือน |
| 初期費用 (Shoki Hiyou) | โช-กิ ฮิ-โย | ค่าใช้จ่ายแรกเข้า/เริ่มต้น |
| 不動産屋 (Fudousanya) | ฟุ-โด-ซัง-ยะ | บริษัท/เอเย่นต์อสังหาริมทรัพย์ |
| 契約書 (Keiyakusho) | เค-ยา-คุ-โช | หนังสือสัญญาเช่า |
| 内見 (Naiken) | ไน-เคน | การขอดูสภาพห้องจริงก่อนทำสัญญา |
| 入居 (Nyuukyo) | นิว-เคียว | การย้ายเข้าพักอาศัย |
| 退去 (Taikyo) | ไท-เคียว | การย้ายออกจากที่พัก |
| 敷金 (Shikikin) | ชิ-คิ-คิน | เงินประกันความเสียหาย (ได้คืนหลังย้ายออก) |
| 礼金 (Reikin) | เร-คิน | เงินกินเปล่า/ขอบคุณเจ้าของบ้าน (ไม่ได้คืน) |
| 管理費 (Kanrihi) | คัน-ริ-ฮิ | ค่าบำรุงรักษา/ค่าส่วนกลางรายเดือน |
| 火災保険 (Kasai Hoken) | คา-ไซ โฮ-เคน | ประกันภัยอัคคีภัย (บังคับทำทุกสัญญา) |
| 鍵交換代 (Kagi Koukandai) | คา-งิ โค-คัง-ได | ค่าเปลี่ยนแม่กุญแจห้องใหม่ (ป้องกันขโมย) |
| 日当たり (Hiatari) | ฮิ-อา-ตา-ริ | การรับแสงแดด/แสงสว่างของห้อง |
| 徒歩 (Toho) | โท-โฮะ | การเดินเท้า (เช่น 徒歩5分 แปลว่าเดิน 5 นาที) |
| 南向き (Minamimuki) | มิ-นา-มิ-มุ-คิ | ทิศใต้ (ทิศยอดฮิตเพราะสว่างและไม่ชื้น) |
| 間取り (Madori) | มา-โด-ริ | แปลน/โครงสร้างการแบ่งห้องพัก |
| 現状回復 (Genjou Kaifuku) | เกน-โจ ไค-ฟุ-คุ | การซ่อมแซมคืนสภาพห้องเดิมก่อนคืนห้อง |
4. วัฒนธรรมและกฎระเบียบที่คนต่างชาติต้องระวังในห้องพักญี่ปุ่น
คนไทยมักจะมีนิสัยสบายๆ ยืดหยุ่น แต่อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมการอาศัยอยู่ในอาคารชุดและอพาร์ทเม้นท์ของญี่ปุ่นนั้นมีความเข้มงวดสูงมากค่ะ หากเราปฏิบัติตัวไม่เหมาะสมอาจสร้างความเดือดร้อนให้เพื่อนบ้านจนถูกร้องเรียนถึงเอเย่นต์ได้นะคะ นี่คือ 3 กฎเหล็กที่ห้ามละเลยเด็ดขาดค่ะ:
4.1 การแยกขยะและการทิ้งขยะตามกำหนดเวลา (ゴミ出しルール)
การทิ้งขยะในประเทศญี่ปุ่นค่อนข้างซับซ้อนมากค่ะ ขยะจะต้องถูกจำแนกออกเป็นกลุ่มอย่างชัดเจน เช่น ขยะเผาได้ (可燃ごみ - Kanen Gomi), ขยะเผาไม่ได้ (不燃ごみ - Funen Gomi), ขวดพลาสติก (ペットボトル - Petto Botoru), และกระป๋อง/แก้ว (缶・ビン - Kan / Bin) นอกจากนี้ แต่ละพื้นที่ของเมืองจะกำหนดวันที่อนุญาตให้ทิ้งขยะแต่ละประเภทไว้ต่างกันด้วยค่ะ หากทิ้งผิดประเภทหรือทิ้งผิดวัน ถุงขยะของเราจะไม่ถูกเก็บไปและอาจจะโดนติดป้ายเตือนสีแดงหน้าอาคารพักอาศัยได้ค่ะ
4.2 การรักษาระดับเสียงและการงดเสียงดังยามค่ำคืน (騒音対策)
เนื่องจากโครงสร้างผนังของอพาร์ทเม้นท์ในญี่ปุ่น (โดยเฉพาะโครงสร้างไม้หรือเหล็กน้ำหนักเบาที่เรียกว่า 木造 - Mokuzou หรือ 軽量鉄骨 - Keiryou Tekkotsu) มักจะมีความบางและกันเสียงได้ไม่ดีนัก ทำให้เสียงคุยโทรศัพท์ เสียงฝีเท้าเดิน หรือเสียงหัวเราะสามารถทะลุไปถึงห้องข้างๆ ได้ง่ายค่ะ คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและความเงียบสงบมาก โดยเฉพาะหลังเวลา 21:00 น. เป็นต้นไป ควรหลีกเลี่ยงการเปิดเพลงเสียงดัง การล้างจาน เปิดเครื่องซักผ้า หรือการพูดคุยเสียงดังกับกลุ่มเพื่อนในห้องพักนะคะ
4.3 กฎการห้ามเลี้ยงสัตว์เลี้ยงและห้ามอยู่ร่วมกันเกินจำนวน (ペット・複数入居の禁止)
หนังสือสัญญาส่วนใหญ่ของอพาร์ทเม้นท์ทั่วไปในญี่ปุ่นจะมีข้อกำหนดชัดเจนว่า "ห้ามเลี้ยงสัตว์" (ペット禁止 - Petto Kinshi) และ "ห้ามอยู่อาศัยร่วมกันมากกว่า 1 คน" (単身者専用 - Tanshinsha Senyou) หากในสัญญาระบุว่าเป็นห้องเดี่ยวสำหรับพักคนเดียว เราจะไม่สามารถพาเพื่อนหรือแฟนเข้ามาอยู่อาศัยแบบระยะยาวร่วมกันได้ค่ะ หากเอเย่นต์ตรวจพบว่าแอบทำการฝ่าฝืนกฎดังกล่าว อาจนำไปสู่การยกเลิกสัญญาและต้องย้ายออกจากห้องทันทีโดยไม่ได้เงินคืนเลยนะคะ
5. ฝึกจดจำคำศัพท์ของเครื่องแต่งบ้านให้คุ้นชินด้วยเกมน้องมิมิ (Mimi Tap)
เมื่อเพื่อนๆ เช่าห้องพักที่ญี่ปุ่นได้เรียบร้อยแล้ว ก้าวถัดไปที่ต้องทำก็คือการหาซื้อเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามาตกแต่งห้องใช่ไหมคะ? เมื่อเราต้องไปเดินซื้อของที่ร้าน Nitori, MUJI หรือ IKEA เพื่อเลือกซื้อของเข้าบ้าน การรู้ "คำศัพท์ภาษาญี่ปุ่นพื้นฐานเกี่ยวกับเครื่องเรือนและของใช้ในบ้าน" จะช่วยให้เพื่อนๆ สื่อสารกับพนักงานขายหรือเข้าใจฉลากสินค้าได้อย่างแม่นยำและไม่ซื้อผิดขนาดค่ะ!
แต่การมานั่งจดคำศัพท์เหล่านี้ทีละคำลงสมุดอาจเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่าย มิมิจึงอยากแนะนำเทคนิคลัดที่จะช่วยให้สมองจดจำคำศัพท์เครื่องใช้เหล่านี้ได้เปรียบเสมือนสัญชาตญาณ ด้วยการเล่นเกม Kawaii Mimi Japanese Quick Tap ในหมวดหมู่ "ชีวิตและของใช้" ในช่วงเวลาว่างค่ะ!
🌸 แฮกคลังคำศัพท์ง่ายๆ ด้วยความน่ารัก:
ในเกม Mimi Tap เพื่อนๆ จะได้ฝึกอ่านคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์รอบตัว เช่น ベッド (เตียงนอน), 机 (โต๊ะทำงาน), 冷蔵庫 (ตู้เย็น), 掃除機 (เครื่องดูดฝุ่น) ผ่านการจับคู่คำศัพท์ฮิรางานะและรูปภาพอีโมจิน่ารักๆ อย่างรวดเร็ว การผสมผสานประสาทสัมผัสผ่านการเห็นภาพ ฟังเสียงน่ารักๆ จากมิมิ และกดแตะปุ่ม จะทำให้เพื่อนๆ จดจำคำศัพท์ของใช้ในบ้านได้โดยไม่ต้องแปลคำเหล่านั้นกลับเป็นภาษาไทยก่อนเลยค่ะ เมื่อก้าวเข้าร้านเฟอร์นิเจอร์จริง ร่างกายจะเลือกหยิบของได้ทันทีเลยล่ะค่ะ!
คลิกแฟลชการ์ดเพื่อฝึกภาษาญี่ปุ่นสำหรับเช่าบ้าน! (Tap to Flip)
เงินประกัน
敷金 (Shikikin)
ชิ-คิ-คิน
เงินประกันความเสียหาย ได้คืนหลังหักค่าซ่อม
เงินให้เปล่า
礼金 (Reikin)
เร-คิน
เงินขอบคุณเจ้าของบ้าน ไม่ได้คืนเมื่อย้ายออก
ขอดูห้องจริง
内見 (Naiken)
ไน-เคน
การตรวจดูห้องก่อนทำสัญญา สำคัญมาก
การทำสัญญา
契約 (Keiyaku)
เค-ยา-คุ
การเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการกับเอเย่นต์
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการเช่าอพาร์ทเม้นท์ในญี่ปุ่น
ทำไมคนต่างชาติมักจะหาอพาร์ทเม้นท์ในญี่ปุ่นได้ยาก และมีวิธีแก้ไขอย่างไรคะ?
เหตุผลหลักมีอยู่ 2 ประการค่ะ คือ อุปสรรคทางด้านการสื่อสารภาษาญี่ปุ่น และการไม่มีผู้ค้ำประกันที่มีสัญชาติญี่ปุ่นเพื่อรับผิดชอบกรณีผิดนัดชำระค่าเช่าค่ะ วิธีการแก้ไขที่ดีที่สุดคือการเลือกใช้บริการเอเย่นต์อสังหาริมทรัพย์ที่เน้นให้บริการชาวต่างชาติโดยเฉพาะ ซึ่งบริษัทเหล่านี้มักจะมีพนักงานคอยสนับสนุนเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาไทย และรองรับการใช้บริษัทค้ำประกันแทนผู้ค้ำประกันชาวญี่ปุ่นที่เป็นบุคคลค่ะ
จำเป็นต้องยื่นเรื่องทะเบียนบ้าน (住民票 - Juuminhyou) เมื่อใดหลังจากทำสัญญาเสร็จคะ?
หลังจากที่เพื่อนๆ ได้รับกุญแจห้องและย้ายเข้าพักอาศัยจริงในห้องพักเรียบร้อยแล้ว ตามกฎหมายญี่ปุ่นกำหนดให้เราต้องเดินทางไปที่สำนักงานเขตหรือที่ทำการอำเภอประจำท้องถิ่น (เรียกว่า 区役所 - Kuyakusho หรือ 市役所 - Shiyakusho) ภายในระยะเวลา 14 วัน เพื่อยื่นคำร้องขอลงทะเบียนที่อยู่และออกใบทะเบียนบ้าน (Juuminhyou) ใหม่ค่ะ ใบนี้สำคัญมากในการนำไปใช้ทำธุรกรรมเปิดบัญชีธนาคารหรือทำสัญญาซิมโทรศัพท์มือถือค่ะ (หากเพื่อนๆ กังวลกับการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่อย่างโตเกียว สามารถไปดูบทสนทนาภาษาญี่ปุ่นอื่นๆ ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันได้จากบทความ คู่มือเอาตัวรอดภาษาญี่ปุ่นในโตเกียว และสำหรับการรับส่งจดหมายหรือการจัดการพัสดุเมื่อไม่มีคนอยู่บ้าน สามารถศึกษาต่อได้ใน คู่มือการใช้บริการไปรษณีย์และจัดการใบแจ้งส่งพัสดุเมื่อไม่มีผู้รับในญี่ปุ่น ของเราเพิ่มเติมได้เลยนะคะ)
ถ้าทำกุญแจห้องหายระหว่างพักอาศัย ต้องเสียเงินเท่าไหร่และควรทำอย่างไรคะ?
หากเกิดทำกุญแจหล่นหาย ให้รีบทำการติดต่อไปที่บริษัทจัดการตึก (เรียกว่า 管理会社 - Kanri Gaisha) หรือเอเย่นต์ผู้ดูแลทันทีค่ะ ห้ามจ้างช่างกุญแจภายนอกมางัดห้องเองโดยไม่ได้รับอนุญาตนะคะ ปกติแล้วการทำกุญแจหายจะทำให้ต้องทำการเปลี่ยนแม่กุญแจของระบบห้องใหม่ทั้งหมดเพื่อความปลอดภัยของผู้เช่ารายอื่นด้วย ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่าย (Kagi Koukandai) ประมาณ 15,000 ถึง 30,000 เยน แล้วแต่ความซับซ้อนของประเภทกุญแจค่ะ แต่หากเพื่อนๆ สมัครประกันอัคคีภัยไว้ บางบริษัทอาจช่วยคุ้มครองค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้บางส่วนค่ะ ลองตรวจเช็กเงื่อนไขประกันดูนะคะ